วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2557

Adding Disk to VM Ware and configure SAMBA share

NOT LVM

1. Create new disk on VM Ware.

2. Reboot Linux Mint.

3. fdisk /dev/sdX
 >> P   (to list partition, make sure no any partition exist cause this is new disk)
>> N  ( create new)
>>>>> fill in start point
>>>>> file in end point ,this will calculate its size.
>> W  (save)
> Q (quit)

4. mkfs.ext4 /dev/sdb1      , change ext type and device number per your system.

5. Mount   and edit in /etc/fstab

/dev/sdb1        /share  ext4    defaults 0       0

===============================================

Samba.

p-mint17 share # useradd -m ushare
p-mint17 share # passwd ushare
Enter new UNIX password:
Retype new UNIX password:
passwd: password updated successfully
p-mint17 share # smbpasswd -a ushare
New SMB password:
Retype new SMB password:
Added user ushare.



p-mint17 share # cat /etc/samba/smb.conf
[share]
        comment = Share Directories
        path = /share
        valid users = ushare
        public = no
        browseable = yes
        writable = yes
        printable = no


service smbd restart



วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2557

mount samba share

mount -t cifs //windowsmachineip/sharename -o username=user,password=urPassword /mnt/share

ติดตั้ง Tight VNC บน Linux Mint

install TightVnc using Software Manager.
run command tightvncserver and type password

To Start & Stop
start /usr/bin/vncserver :1
stop /usr/bin/vncserver -kill :1

uncomment line in .vnc/xstartup

วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2556

การตั้งค่า proxy สำหรับใช้งาน Linux Mint

สำหรับบาง บ. หรือหลายๆ บ. จะมีการบังคับให้เวลาเชื่อมต่อ internet ภายนอก ต้องใช้งานผ่านทาง proxy    ตรงนี้เราจึงจำเป็นต้องตั้งค่า proxy ให้แก่ Linux Mint ของเราด้วย
สำหรับวิธีการตั้งค่าก็สามารถทำได้โดยผ่านทาง GUI หรือ เมนูต่างๆ ที่เครื่องเรา แต่ว่าวิธีการนี้ ถ้าหากเปลี่ยนตำแหน่งของ เมนู หรือปุ่มต่างๆ ผมก็มักจะหาเมนูไม่เจออยู่บ่อยๆ อีกวิธีหนึ่งที่ผมชอบใช้งานมากกว่าคือการตั้งค่าผ่านทาง command line เลย ซึ่งจะง่ายกว่ามาก เพียงเปิด terminal มาและพิมพ์คำสั่งไม่กี่คำสั่งก็เสร็จแล้วครับ

สำหรับวิธีการนั้น เราจะไปตั้งค่าตัวแปรระบบหรือ environment ของเราที่ชื่อว่า http_proxy , https_proxy และ ftp_proxy ครับ

โดยรูปแบบจะเป็นดังนี้ครับ หลังจากที่ตั้งค่าแล้ว  ตั้ง export ด้วยนะครับ

<ชื่อ environment> = http://[username:password]@<proxy IP>:<port>/

ตัวอย่างการใช้ เช่น ผมมี username : trible และ password: handsome สำหรับยืนยันตัวตนกับ proxy และ proxy ผมมี IP เป็น 10.0.0.1 โดยใช้ port 80   จะได้คำสั่งตามนี้ครับ

export http_proxy=http://trible:handsome@10.0.0.1:80/
export https_proxy=$http_proxy
export ftp_proxy=$http_proxy
export rsync_proxy=$http_proxy
export no_proxy="localhost,127.0.0.1,localaddress,.localdomain.com"


เสร็จเรียบร้อยครับ
แต่ ปล. ไว้นิดนึง จากที่ทดสอบมา อาจจะมีบาง Distro ที่ใช้วิธีการนี้ไม่ได้ผล ซึ่งหากไม่ได้ผลอย่างไร คงต้องหาวิธีการใหม่ต่อไปนะครับ

วันพฤหัสบดีที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

สร้าง shotcut ให้กับ linux mint

หลังจากลองใช้งาน Desktop ของ Linux Mint มาได้ระยะหนึ่ง   ตอนนี้อยากที่จะได้ shortcut เข้า folder ใน file system ของเราแบบสั้นๆ แทนที่จะต้อง คลิกๆๆๆๆ ก็เปลี่ยนเป็น คลิกครั้งดียวเข้าบ้านได้เลย

ทีแรกตั้งใจจะหาเมนูว่าต้องใช้เมนูไหนยังไง คลิกขวาโน้นนี้ก็แล้ว ยังไม่ได้สักที อย่ากระนั้นเลย ใช้คำสั่งเลยดีกว่า บรรทัดเดียวจบ

ที่ terminal ให้ไปที่ พาธที่เราต้องการสร้าง shortcut แล้วก็ใช้คำสั่ง ln -s <target> <link name>
มาดูตัวอย่างกันดีกว่า
สมมติว่าผมต้องการสร้าง shortcut จาก /home/9pui/pic/really_pic/sexy ให้ไปโผล่ที่ desktop ของผมเลย
1. ไปที่พาธที่ต้องการสร้าง shortcut
> cd /home/9pui/Desktop
2. ใช้คำสั่ง ln -s <target> <link name> อย่างที่บอก เพื่อสร้าง shortcut ใน Linux Mint ของเรา ในที่นี้ผมจะสร้าง shortcut ชื่อว่า sexy_pic
> ln -s /home/9pui/pic/really_pic/sexy sexy_pic

เท่านี้ก็เป็นอันจบสิ้น จะได้ shortcut หน้าตาแบบในรูป โพล่มายิ้มแฉ่งที่ desktop ของ Linux Mint ของเรา สังเกตดูที่มุมขวาบนของรูปโฟลเดอร์ จะเห็นรูปลูกศรเล็กๆ อยู่ด้วยครับ

สำหรับ วิธีการลบ ก็ใช้คำสั่ง rm ปกติ เหมือนลบไฟล์ธรรมดาได้เลยครับ

วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2556

รู้จักกับ terminal ของ linux

ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เล่นอะไรที่จงเจาะกับ mint เท่าไร
เลยจะขออัพเดทเป็นความรู้ทั่วๆไป เบื้องต้นของ linux ก่อนแล้วกันนะครับ

linux แรกเริ่มเดิมที มาจาก text mode ล้วนๆ เลยนะครับ เมาส์นี้หมดประโยชน์ไปเลย เพราะไม่รู้จะไปลากไปคลิกอะไรตรงไหน การรับคำสั่งของระบบ มาจากการคีย์คำสั่งเป็นบรรทัดๆไป    ก่อนหน้านี้ windows ก็เริ่มมาจาก text mode แบบนี้เช่นกัน ที่รู้จักกันในชื่อของ MS DOS ต่อมาจึงเริ่มพัฒนามาเป็นแบบกราฟฟิก ที่ใช้เมาส์ได้แบบทุกวันนี้  พอเห็นว่า windows แบบนี้มันใช้งานง่าย ทาง linux ก็เลยพยายามจะพัฒนารูปแบบการแสดงผลของตัวเองบ้าง แบบที่ให้ user สามารถใช้งานได้ง่ายๆ เผื่อจะเพิ่มความนิยมในการใช้งานขึ้นมาบ้าง เพราะผู้ใช้งานปกติทั่วไป คงไม่มีใครอยากมานั่งจำคำสั่งเป็นร้อย option อีกเป็นพันของ linux สักเท่าไร

ใน windows รุ่นใหม่ๆที่เราใช้งานกัน ก็ยังมีแถมการใช้งานของ text mode มาให้ด้วย โดยจะรู้จักกันในชื่อของ command prompt หรือ cmd หรือ cmd.exe   เรียกใช้งานได้โดยการ พิมพ์ cmd ในช่อง run หลังจากที่กดปุ่ม start


หลังจากเรียกโปรแกรมสำเร็จ จะได้หน้าตางสี่เหลี่ยมดำๆประมาณนี้

นี้แหละครับ text mode ของ windows    จะมี prompt มารอรับคำสั่งเป็นบรรทัดๆไป อย่างที่บอก เมาส์ไม่มีประโยชน์อะไร นอกจากไว้ hi-light  แค่นั้น

อย่างไรก็ดี แม้ว่า windows จะแถม text mode มาให้ แต่ว่า ไอ่ตัวนี้ก็ค่อนข้างจะง่อยมากๆ ทำอะไรไม่ค่อยได้ เพราะโปรแกรมส่วนใหญ่ก็ไปทำเป็นแบบกราฟฟิกซะหมดแล้ว ส่วนหนึ่งเพราะตัว windows นี้ก้าวมาทางนี้ได้สักพักใหญ่ๆแล้ว เลยจะเน้นพัฒนาทางนั้นซะเป็นหลัก คำสั่งของ text mode ก็จะมีแค่ไม่กี่คำสั่ง เพิ่มเติมจากก่อนๆหน้ายุคเริ่มต้นมาไม่มากนัก


ต่างจาก linux    เพราะตระกูลนี้ เขาโตมาทาง text mode มาก่อน เรียกได้ว่า สามารถใช้ text mode นี้คีย์คำสั่งได้แทบทั้งหมด แม้การใช้งานในปัจจุบันจะเป็นไปในแบบกราฟฟิกเหมือน windows แต่ว่าสำหรับผู้ใช้งานที่พอมีความรู้หน่อย ก็จะยังชอบการใช้งาน    text mode นี้อยู่ดี รวมถึงผมด้วยเนื่องจากหลายๆครั้ง การพิมพ์คำสั่งที่เรารู้อยู่แล้วหรือใช้บ่อยๆ มันก็รวดเร็วกว่าการคลิ๊กเมาส์สำหรับเปิดหน้าต่างโน้นนี้หลายๆครั้งครับ  ก้อาจจะแล้วแต่ความสะดวกของใครของมันแล้วกันครับ สำหรับตัวรับคำสั่งของ text mode นี้ ในตระกูลลีนุกซ์นี้จะเรียกว่า terminal ครับ สามารถเข้าถึงได้ง่ายๆ โดยที่มุมล่างซ้ายของหน้าจอจะมีปุ่มเมนู กดไปแล้วก็ไล่หาโปรแกรมที่ชื่อว่า terminal ก็จบแล้วครับ ง่ายๆไหมครับ 555 ที่บอกอย่างนี้ก็เพราะว่าหน้าจอของแต่ละตัวมันไม่เหมือนกันครับ ผมก็ไม่รู้จะอธิบายให้ครอบคลุมยังไง ยกตัวอย่าง ถ้าเป็น Linux Mint ที่ผมใช้งานก็เปิดเมนูมาก็เจอเลยครับ แต่ถ้าเป็นตัวอื่น ตระกูลอื่นก็อาจจะต้องไล่หาจาก accessories หรือ system tools อะไรทำนองนั้นก่อนครับ
ในบางตระกูล เราสามารถคลิ๊กขวาที่พื้นที่ว่าง แล้วเลือกเปิด terminal ขึ้นมาได้เหมือนกันครับ



ในหน้าของ terminal ก็จะเป็นประมาณรูปด้านบนนี้แหละครับ  ส่วนจะทำอะไรได้บ้าง เดี๋ยวเรามาว่ากันต่อวันหลังครับ




วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2556

ทำให้ Linux Mint สามารถ Install Software โดย Software manager

ถ้าเครื่องที่เพิ่งติดตั้งเสร็จใหม่ๆ เลย แล้วมาใช้ตัว Software Manager เพื่อติดตั้งโปรแกรมเลย มันจะติดตั้งไม่ได้    โดยจะแสดง Progress Bar ให้ดีใจเล่นว่าเหมือนจะติดตั้งได้ แต่ !!! สักแปปหนึ่งมันก็จะหายไป  ทำใหม่ก็เหมือนเดิม รีสตาร์ตก็แล้วก็ไม่ได้


ทำอย่างไรดีล่ะ ???


ตอบว่า ก่อนอื่น คุณจำเป็นต้องรัน apt-get update ซะก่อน เพื่อให้มันรู้ว่าจะไปหา source ได้จากที่ใด หลังจาก update เสร็จเรียบร้อยแล้ว ลอง install program ใหม่ก็ควรจะได้แล้วละครับ